
ในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ช่วยสร้าง (Generative AI) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนางานวิจัยในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะการนำแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) มาใช้ร่วมกับการวิจัยทางวิชาการและการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ Generative AI สามารถนำมาช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและความแม่นยำในกระบวนการวิจัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ Generative AI สามารถสนับสนุนการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการโดยการประมวลผลข้อมูล การเรียนรู้จากข้อมูล และสรุปข้อมูลจากบทความวิจัยได้จำนวนมาก สามารถช่วยสร้างคำถามวิจัยและสมมติฐานใหม่ ๆ โดยการช่วยระบุข้อจำกัดของวรรณกรรมที่มีอยู่ และปรับปรุงหรือแนะนำการเขียนบทความวิจัย นอกจากนี้ หนึ่งในหลักการสำคัญของการใช้ Generative AI คือ การวิเคราะห์และตีความข้อมูลที่ซับซ้อน ซึ่ง AI สามารถจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้ในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งช่วยให้นักวิจัยสามารถค้นพบแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึกที่อาจมองข้ามได้ หากเทียบกับการใช้วิธีการวิเคราะห์แบบดั้งเดิม และที่สำคัญการใช้ AI ยังช่วย ประหยัดเวลาและทรัพยากร โดยการลดเวลาในการดำเนินการวิจัย นักวิจัยสามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์และการพัฒนางานวิจัยได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การนำ Generative AI มาใช้กับงานวิชาการเป็นสิ่งที่ต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อพิจารณาด้านจริยธรรม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของนักวิจัยที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ตรงไปตรงมา และถูกต้องตามหลักวิชาการ ดังนั้นการอบรมการใช้ AI สำหรับการพัฒนางานวิจัยนั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาทักษะของนักวิจัยให้เป็นผู้นำทางด้านการนำ AI มาใช้จริงในงานวิจัย และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคของ AI ในโลกปัจจุบัน
1) แนะนำ AI Chatbot
2) แนวทางการเขียน Prompt
3) การใช้ AI Chatbot ช่วยทบทวนวรรณกรรมเบื้องต้น (Literature Review)
4) การใช้ AI Chatbot ช่วยเขียนเนื้อหาบทความวิชาการ
ดร.ศิรสิทธิ์ โลห์ชนะจิต อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
ผศ. ดร.ประพันธ์ ปวรางกูร อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
บุคลากรและนักวิจัย ภายในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
(คุณนุชรี) โทร. 0 2723 4927 มือถือ 08 9699 7880
ในวันและเวลาราชการ
E-mail : nutcharee@it.kmitl.ac.th
ในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ช่วยสร้าง (Generative AI) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนางานวิจัยในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะการนำแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) มาใช้ร่วมกับการวิจัยทางวิชาการและการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ Generative AI สามารถนำมาช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและความแม่นยำในกระบวนการวิจัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ Generative AI สามารถสนับสนุนการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการโดยการประมวลผลข้อมูล การเรียนรู้จากข้อมูล และสรุปข้อมูลจากบทความวิจัยได้จำนวนมาก สามารถช่วยสร้างคำถามวิจัยและสมมติฐานใหม่ ๆ โดยการช่วยระบุข้อจำกัดของวรรณกรรมที่มีอยู่ และปรับปรุงหรือแนะนำการเขียนบทความวิจัย นอกจากนี้ หนึ่งในหลักการสำคัญของการใช้ Generative AI คือ การวิเคราะห์และตีความข้อมูลที่ซับซ้อน ซึ่ง AI สามารถจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้ในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งช่วยให้นักวิจัยสามารถค้นพบแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึกที่อาจมองข้ามได้ หากเทียบกับการใช้วิธีการวิเคราะห์แบบดั้งเดิม และที่สำคัญการใช้ AI ยังช่วย ประหยัดเวลาและทรัพยากร โดยการลดเวลาในการดำเนินการวิจัย นักวิจัยสามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์และการพัฒนางานวิจัยได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การนำ Generative AI มาใช้กับงานวิชาการเป็นสิ่งที่ต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อพิจารณาด้านจริยธรรม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของนักวิจัยที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ตรงไปตรงมา และถูกต้องตามหลักวิชาการ ดังนั้นการอบรมการใช้ AI สำหรับการพัฒนางานวิจัยนั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาทักษะของนักวิจัยให้เป็นผู้นำทางด้านการนำ AI มาใช้จริงในงานวิจัย และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคของ AI ในโลกปัจจุบัน